บทที่ 3 ตอนที่2 ให้ข้าช่วย1
เมื่อคิดได้ดังนั้นจึงพุ่งตัวเข้าประชิดร่างสูงโปร่งงามสง่าของบุรุษตรงหน้าอย่างไม่คิดจะห้ามใจ
หญิงสาวคิดเอาไว้แล้วเชียวว่าจะทำตัวให้ดูดีเสมือนดังเป็นสตรีทั่วไปของเมืองหลวง เนื่องจากที่นี่ย่อมแตกต่างจากสำนักหมื่นโลกันต์ของพรรคฝ่ายมาร ที่นั่นนางจะแสดงอิทธิฤทธิ์อย่างไรก็ได้ แต่ที่นี่มันต่างกัน
สตรีของที่นี่แตกต่างจากนางโดยสิ้นเชิง พวกนางล้วนแล้วแต่ทำตัวสูงส่งงามสง่า หน้าเชิดคอตั้งตลอดเวลา
เจินเจินจึงพยายามทำตัวให้กลมกลืน
นางพยายามแล้วนะ
แต่บุรุษตรงหน้านางขณะนี้ กำลัง...
ทำนาง...
ตบะแตก!
กฎระเบียบใดๆของเมืองหลวง นางไม่เคยสนใจ
ล่วงเกินองค์ชายรึ ใครกลัวกัน!
อา...
กลิ่นกายช่างหอมหวล
แผงอกช่างบึกบึน
เจินเจินลูบคลำบุรุษตรงหน้าอย่างเพลิดเพลินโดยไม่ได้สังเกตเห็นสีหน้าดำคล้ำมืดครึ้มของบุรุษที่นางกำลังลวนลามแต่อย่างใด
เขาเป็นองค์ชายสี่ นามว่า หลี่เซียวเหยา เป็นพระอนุชาต่างมารดาของฮ่องเต้หลี่ซ่งหมินของแคว้นต้าหลี่แห่งนี้
หลี่เซียวเหยากับฮ่องเต้หลี่ซ่งหมินเป็นพี่น้องร่วมบิดา โดยบิดาของทั้งคู่เป็นองค์ฮ่องเต้แคว้นหลี่
ซึ่งต่อมาหลี่ซ่งหมินได้แยกตัวออกมาสร้างอาณาจักรเป็นของตนเองและสถาปนาอาณาจักรแห่งนี้ว่าแคว้นต้าหลี่
เดิมทีนั้นฮ่องเต้หลี่ซ่งหมินทรงต้องการแต่งตั้งให้หลี่เซียวเหยาเป็นชินอ๋องประจำแคว้นต้าหลี่แห่งนี้ แต่หลี่เซียวเหยายังคงปฏิเสธอยู่ เนื่องจากว่าหลี่เซียวเหยานั้นแค่เพียงต้องการมาช่วยงานราชกิจมิได้ต้องการอำนาจอันใดมากไปกว่านั้น
เขาเป็นองค์ชายที่ชอบฝักใฝ่ในเรื่องของธรรมะธัมโม
เขาไม่ชอบยุ่งเกี่ยวกับสตรีเพศ
ตั้งแต่ชายาของเขาแอบคบชู้สู่ชายจนเขาจับได้และทำการสังหารนางกับชายชู้ด้วยมือของเขาเอง เขาก็หันหน้าเข้าหาพระพุทธพระธรรมโดยไม่คิดจะแต่งงานใหม่
แม้ว่าจะมีสตรีมากหน้าหลายตามาเสนอตัวแก่เขา แต่เขาก็หาได้สนใจไม่
เขารังเกียจเหลือเกินกับกลิ่นอายของอิสตรี
พวกนางช่างน่ารังเกียจ
น่ารังเกียจยิ่ง!
ยัง...
ยังไม่หยุด
ยังจะลูบๆคลำๆ
ยังจะล้วงเข้ามา
บัดซบ!
เจินเจินถึงกับชะงักกึก เมื่อรู้สึกได้ถึงมือหนาของบุรุษคนนี้ที่จับข้อมือของนางแล้วบีบก่อนจะบิดอย่างแรงคล้ายบันดาลโทสะ
อาการนั้นทำหญิงสาวถึงกับหัวเราะคิก
เขาตอบสนองแล้ว...
“ถ้าไม่อยากตาย จงถอยออกไป” หลี่เซียวเหยาเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่บ่งบอกได้ว่า เขาจะทำอย่างนั้นจริงๆ
แต่...
เจินเจินหาได้เกรงกลัวไม่!
ต้องอย่างนี้สิ
ใช่เลย...
นางชอบ....
ภายในตำหนักแห่งหนึ่งที่ตั้งอยู่ภายในอาณาเขตของวังหลวงแต่แยกออกมาเพียงกำแพงกางกั้นนั้น
ยามนี้มีบรรยากาศอบอวลไปด้วยกลิ่นอายของธรรมะอยู่ภายใน มีบ่าวไพร่และนางกำนัลแค่เพียงไม่กี่คนจะเรียกได้ว่าเป็นบรรยากาศที่แสนจะวังเวงก็ไม่ปาน
ในวันนี้ทั้งวันตั้งแต่ช่วงเช้ามาแล้วที่เจินเจินแอบตามบุรุษผู้หนึ่งเข้ามายังตำหนักแห่งนี้และได้นั่งเล่นอย่างสบายอารมณ์บนขื่อใต้หลังคาแห่งนี้
อืม...
ตำหนักใหญ่โตโออ่าแห่งนี้มีขื่อด้วย ทำไมถึงมีนางมิได้สนใจ แต่...ช่างดียิ่ง นางจะได้แอบมองเขาในรัศมีแบบรอบทิศทาง
คิดได้ดังนั้นสายตาของนางก็กวาดมองไปรอบๆอีกครั้ง นางเพ่งมองไปที่อ่างอาบน้ำขนาดใหญ่หลังฉากกั้น
อา...
นางควรนั่งแอบมองเขาไปเรื่อยๆ โดยเฉพาะ ที่หลังฉากกั้น ในอ่างอาบน้ำนั่น คิกคิก เจินเจินคิดและหัวเราะคิกคักอยู่ในใจเรื่อยเปื่อย
และบุรุษผู้นั้นที่หญิงสาวได้แอบติดตามมา เขาเพียงนั่งขัดสมาธิหลับตาอยู่บนพื้นที่ปูด้วยพรมขนสัตว์ตรงบริเวณกลางห้องขนาดใหญ่
เขากำลังนั่งทำสมาธิอยู่อย่างนั้น เพื่อเก็บข่มอารมณ์ที่อยากจะฆ่าสตรีหน้าไม่อายนางหนึ่ง
นางบังอาจแอบติดตามเขามา
นางกำลังแอบมองเขาอยู่
นางนั่งอยู่บนขื่อนั่น
เพื่อพิศมองดูนางแล้ว เขาพอจะมองออกว่านางมิใช่สตรีธรรมดา นางมิใช่สตรีทั่วไปของเมืองหลวง
นางย่อมเป็นบุคคลสำคัญของฝ่ายอิทธิพลมืดฝ่ายที่ถือกองกำลังอันยิ่งใหญ่แข็งแกร่งที่สุดของยุทธภพ ฝ่ายที่ซึ่งหนุนหลังให้แคว้นต้าหลี่แห่งนี้
นางเป็นคนของฮองเฮาหงเหม่ยหลงและฮ่องเต้หลี่ซื่อ หมินเสด็จพี่ของเขาอย่างไม่ต้องสงสัย
นั่นจึงทำให้เขาต้องมานั่งทำสมาธิเพื่อเก็บข่มอารมณ์พลุ่งพล่านที่อยากจะสังหารนางอยู่ในขณะนี้
เจินเจินยังคงนั่งมองบุรุษผู้นั้นที่บัดนี้นางได้รู้แล้วว่าเขาคือองค์ชายสี่นามว่าหลี่เซียวเหยา เขาเป็นน้องชายของฮ่องเต้หลี่ซ่งหมิน เขาเดินทางมาจากแคว้นหลี่แคว้นดั้งเดิมของเขา เพื่อมาช่วยงานราชกิจให้ฮ่องเต้หลี่ซ่งหมินที่แคว้นต้าหลี่แห่งนี้
และที่สำคัญ
นางยังรู้ประวัติอันแสนจะขมขื่นของเขาอีกด้วย
หญิงสาวมองหน้าของหลี่เซียวเหยาพลางคิดถึงเหตุการณ์เมื่อวานช่วงบ่ายตอนที่นางกำลังนั่งจับกลุ่มกันนินทา เอ้ย! เสวนากับบรรดาสตรีเพศด้วยกันที่เป็นทั้งเจ้านายและสหายอย่างออกรสออกชาติกันอยู่ในศาลากลางสวนสวยของพระตำหนักในที่ซึ่งเป็นที่พำนักพักพิงประจำตัวของฮองเฮาหงเหม่ยหลงเจ้านายสายตรงของนางเอง
“ตอนนี้องค์ชายสี่หลี่เซียวเหยายังไม่มีชายาหรอกนะ” เสียงหวานแหลมของหยางเจียนผู้รู้เรื่องของบุคคลในราชวงศ์หลี่เป็นอย่างดีเอ่ยขึ้นขณะจับกลุ่มคุยกันภายในศาลาแห่งนี้
และแล้วประโยคนั้นก็ทำเจินเจินผู้ที่ตั้งหัวข้อถึงบุคคลที่ต้องการจะนินทาจึงเด้งตัวขึ้นมาพร้อมหูที่กางผึ่ง
หยางเจียนยังคงเล่าเรื่องอย่างต่อเนื่อง “ข้าได้ข่าวว่าชายาคนก่อนขององค์ชายสี่ได้ก่อเรื่องอัปยศน่าอายเอาไว้กับองครักษ์ประจำตัวขององค์ชายสี่ พระองค์จึงรังเกียจสตรี เข้าหาแต่ธรรมะ ไม่สนใจโลกภายนอกอีกเลยหลังจากสังหารชายชั่วหญิงโฉดนั่น”
“โอว! ช่างน่าเห็นใจ” เว่ยฟางที่อยู่ในกลุ่มด้วยเอ่ยขึ้นด้วยสีหน้าเห็นใจจริงๆ
